My Destiny

posted on 09 Sep 2008 19:36 by pagimkaitao  in music

มีหลายครั้งหลายคน ถามผมว่า ผมอยากเป็นอะไร อยากทำงานอะไร คำตอบที่ผมตอบนั้่น แน่นอนว่าสร้างความสงสัยให้กับผู้ถามไม่น้อย เว้นเสียแต่ คนที่ถามนั้นเป็นฝรั่ง!! งานที่ผมอยากทำนั้น คือ "actuary"

คงสงสัยกันว่า actuary คืออะไร คำๆนี้แปลเป็นไทยว่า "นักคณิตศาสตร์ประกันภัย" เคยได้ยินกันบ้างไหมเอ่ย? อิอิ.. เอาล่ะ เรามาดูกันดีกว่าว่า นักคณิตศาสตร์ประกันภัยมีหน้าที่อะไรบ้าง

นักคณิตศาสตร์ประกันภัย มิได้จำกัดเพียงการใช้คณิตศาสตร์หรือการประกันภัยเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการวิเคราะห์ วางแผน และจัดการความเสี่ยงในองค์กรด้วย

ความสำคัญของ actuary

ในอารยประเทศ อาชีพนี้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดความอยู่รอดของบริษัทประกันภัย ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนโยบาย หรือโครงสร้างบริษัท actuary เป็นผู้เข้าใจถึงความเสี่ยง ค่าใช้จ่าย กำไร รวมทั้งยังสามารถคาดคะแนผลกระทบต่างๆที่จะมีต่อฐานะการเงินของบริษัท actuaryนั้น จะทำหน้าที่ในการวิเคราะห์และวางแผนจัดการความเสี่ยงโดยนำเสนอข้อมูลอันเป็นสาระสำคัญให้กับผู้บริหารระดับสูง เพื่อประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจ ดังนั้น actuary จึงเปรียบได้กับการเป็น "กุนซือ" ของบริษัทประกันภัยที่คอยให้คำปรึกษา พร้อมข้อมูลสนับสนุนและการจัดทำต้นแบบการจำลองเหตุการณ์เพื่อเห็นผลกระทบได้อย่างเป็นรูปธรรม

การจัดการความเสี่ยงของ actuary

ในการประกอบธุรกิจต่างๆนั้น อนาคตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เหตุการณ์บางอย่างสามารถเกิดขึ้นโดยที่เราไม่คาดหวัง "ความเสี่ยง" คือ ความเป็นไปได้ที่เหตุการณ์อันไม่ถึงประสงค์จะเกิดขึ้น และ actuary จะทำหน้าที่จัดการบริหารความเสี่ยงนั้นได้

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ คงมีคนที่ไม่รู้จัก หรือ ไม่เคยได้ยินอาชีพนี้มาก่อน แน่นอนครับ อาชีพนียังไม่มีในประเทศไทย แต่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 8 ปีข้างหน้า ซึ่งกรมการประกันภัย ได้วางแผนที่จะออกกฏที่ว่า บริษัทประักันภัยทุกบริษัท จำเป็นต้องมีตำแหน่ง actuary เพื่อคอยให้การปรึกษา และวางแผนจัดการความเสี่ยง

ในปัจจุบัน คนไทยเรามีความคิดในแง่ลบกับการประกันภัย และยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยง หรือ Risk Management น้อยไปมากทีเดียว ทำให้บุคลากรทางด้านประกันภัยที่มีความสามารถ ขาดแคลน และเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งเวลา 8 ปีนั้น ไม่พอกับการผลิต actuary ที่มีคุณภาพ มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการความเสี่ยงเป็นอย่างดี แน่นอน เหตุผลหลักอันหนึ่งคือ มุมมองหรือทัศนะที่มีต่องานด้านการประกันภัย ซึ่งเป็นสายงานทีสำัคัญและเป็นที่ต้องการทุกยุคทุกสมัย ทุกภาวะเศรษฐกิจ เพราะความเสี่ยงเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถจะมองเห็นได้

งาน actuary นั้น ไม่ใช่งานที่คนทั่วๆไปจะเลือกมาเรียน และหลายๆคนก็ถามว่า ทำไมจึงเลือกที่จะทำงานในสายอาชีพที่ไม่มีใครให้ความนิืยมเช่นนี้

ผมขอตอบด้วยกวีนิพนธ์ของ Robert Frost ที่ชื่อ The Road Not Taken ที่ถูกตีพิมพ์ในปี 1916 ครับ

Two roads diverged in a yellow wood,
And sorry I could not travel both
And be one traveler, long I stood
And looked down one as far as I could
To where it bent in the undergrowth;

Then took the other, as just as fair,
And having perhaps the better claim,
Because it was grassy and wanted wear;
Though as for that the passing there
Had worn them really about the same,

And both that morning equally lay
In leaves no step had trodden black.
Oh, I kept the first for another day!
Yet knowing how way leads on to way,
I doubted if I should ever come back.

I shall be telling this with a sigh
Somewhere ages and ages hence:
Two roads diverged in a wood, and I—
I took the one less traveled by,
And that has made all the difference.

เดินป่า มาถึง ซึ่งแยก
ถนนแรก คนมาก ฝากฝัน
ฉันเลือก คนน้อย เส้นนั้น
เพราะนั่น ฉันจึง แตกต่าง..

 

Parin Chaipunya

The Tempest Sonata by Beethoven

posted on 26 Jun 2008 19:08 by pagimkaitao  in music

 ไม่ได้เขียนมานานมาก(เดือนกว่าๆ) เพราะเปิดเทอมไปงานเยอะมาก ทั้งโปรเจ็กเลข ฟิสิกส์ ฯลฯ เยอะแยะไปหมด เรียกว่า ทำกันไม่ทันเลยทีเดียว จนวันนี้ มีว่างๆ ก็เลยเข้ามาขีดๆเขียนๆซักหน่อยก็แล้วกัน

 เมื่อ 3-4 ปีก่อน ตอนนั้นกำลังหัดเล่น Sonata Op.14 No.1 ของ Beethoven อยู่ ก็ได้ไปฟัง Sonata อีกเบอร์นึง นั่นก็คือ Tempest Sonata Op.34 No.2 ก็รู้สึกชอบมากเลย จนถึงวันนี้ได้เอามาหัดจริงๆจังๆ(ก่อนหน้านี้เคยลองมั่วดูน่ะ อิอิ) ก็เลยมานั่งทำ Analysis อีกแล้ว..

 ก่อนอื่นขอพูดรวมๆเกี่ยวกับ Sonata Op.31 ก่อนแล้วกัน ลองสังเกตุดูว่า No.2 และ No.3 นั้นมีชื่อเล่น (Tempest และ La Chasse) แต่ว่า No.1 นั้นกลับไม่มีชื่อเล่น แล้วถ้ามาพิจาร่ณาเนื้อหาของเพลง ก็จะเห็นว่า ทั้ง Tempest และ La Chasse มีลักษณะทำนอง หรือ โมทิฟ ที่คล้ายกันอยู่ (lsl กลับไปอ่านใน entry เก่า : In-depth Analysis of Beethoven's Sonata) แต่ก็ไม่พบใน No.1 อีกเช่นเคย จึงคิดสงสัยอยู่อย่างหนึ่งว่า "ทำไมถึงถูกกรุ๊ปอยู่ใน Op.31 ด้วยกัน ทั้งๆที่มันต่างกันพอสมควร?"

 Sonata No.17 in D minor, Op.31 No.2 หรือ The Tempest นั้น ถูกเรียกโดย Anton Schindler(เพื่อนของ บีโธเฟน ที่คอยดูแลบีโธเฟนเมื่อยามบีโธเฟนหูหนวกสนิท) เพราะ บีโธเฟนเคยเขียนจดหมายบอกเขาว่า เขาเขียนขึ้นเพราะความประทับใจใน บทละครเรื่อง Tempest ของ Shakespeare  Sonata บทนี้เป็น Sonata บทเดียวที่ บีโธเฟนเลือกใช้คีย์ D minor ประกอบด้วย 3 movements คือ 1.Largo - Allegro 2.Adagio และ 3.Allegretto แต่ละ movement เขียนขึ้นโดยใช้ ลักษณะ Sonata Form
 Movement ที่1 เริ่มด้วย rolled chord ในความรู้สึกนุ่มนวล สงบเงียบ แล้วก็เข้าสู่ความยุ่งเหยิง และในที่สุด ความรู้สึกอบอุ่น นุ่มนวล ในช่วงแรก ได้หายไปหมดสิ้น จนกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง หากแต่มีท่อน recitative ต่อออกมา และมีท่อนพิเศษ (เข้าใจว่าเป็น codetta) เชื่อมเข้าไปสู่ความสับสนวุ่นวายอีกครั้ง และจบด้วยอารมณ์ที่เบาบางลง
 Movement ที่2 มีการล้อทำนองที่มากจาก movement ที่1 (rolled chord, motif) ในท่วงทำนองที่ช้า และผ่อนคลายมากกว่าใน movement ที่1
 Movement ที่3 ลักษณะเป็นเหมือน กับน้ำไหลไปเรื่อยๆ จนเข้าช่วง climax ที่นำเข้าสู่ท่อน development ที่ยังคงเป็นการเอา opening theme มาเล่นกับคีย์และไดนามิก แล้วกลับสู่ recapitulation และcoda ที่น่าสนใจ
เหนื่อยแล้ว.. - -" ดังนั้น ขอจบเพียงแค่นี้ก่อน กับการพูดคล่าวๆเกี่ยวกับ Sonata เบอร์นี้ แล้วจะมาเจาะลึกต่อในตอนต่อไปครับ ^^

edit @ 9 Sep 2008 19:31:52 by ปากริมไข่เต่า

Historical Research on Chopin's Waltzes

posted on 15 May 2008 11:40 by pagimkaitao  in music

เมื่อวานคุยกับพี่นุช เรื่อง Waltz ของโชแปง ผมก็ติดลม ทำให้วันนี้ได้มีโอกาสทำ Research เรื่องนี้ในเชิงประวัติศาสตร์ครับ เรื่องของเรื่องก็คือ Waltz no.17 ในแผ่นของผมกับแผ่นของพี่นุชนั้น ดันคีย์ไม่ตรงกัน ของพี่นุชเค้าเป็นคีย์ E-flat แต่ของผมมันเป็นคีย์ A minor ก็เลยคุยกันว่า เอ... ตกลงของใครถูกของใครผิดกันแน่ ด้วยความที่พี่เค้าเชื่อใจผมมาก(เหรอ!? 555) เค้าก็ออกตัวว่า ของเค้าคงผิดเองล่ะมั้ง.. ผมก็ไม่ค่อยมั่นใจตัวเองเหมือนกัน เพราะผมไม่เคยศึกษา Waltz ของ Chopin โดยละเอียดเสียที ผมก็เอาเลยครับ ไปเปิดหนังสือ Chopin's Waltzes ของสำนักพิมพ์ Shirmer ครับ พอเปิดปุ๊ปก็ต้องเศร้าใจทันที เพราะว่า มันมีแค่ 15 เบอร์แรก (ก็คือ Op. ทั่วไป 13 เบอร์ และ Op. Posth อีก 2 เบอร์) ด้วยความแปลกใจ เพราะมันเป็นหนังสือ complete Waltzes ผมก็เลยงงตึ้บเลย แต่ตอนนี้คำตอบอยู่ research sketch ของผมแล้ว (คือเขียนร่างไว้ ยังไม่ได้เขียนแบบเป็นทางการ) เอาล่ะ ลองไปดูกันว่า ผมได้อะไรมาบ้าง จาการทำ research นี้

 

Sketch of Historical Research on Chopoin's Waltzes

 ในตลอดช่วงเวลา 39 ปี ที่ Frederyk Chopin มีชีวิตอยู่นั้น (ค.ศ.1810-1849) ดนตรี Waltz นั้นเป็นที่นิยมกันมาก โดยอิทธิพลจาก Johann Strauss และต่อมาลูกของเขา Johann Strauss Jr. ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น The Waltz King ก็ได้สานต่องานของพ่อ และทำได้ดีกว่าพ่อของเขา

 การเต้นรำแบบ Waltz นั้น ถูกต่อต้านโดยบรรดาพ่อ-แม่-ผู้ปกครอง ในภายแรก เนื่องจากการเต้นรำแบบ Waltz ผู้หญิงจะต้องควงแขนกับชายที่ตนไม่รู้จัก แต่ต่อมา ก็ทำให้ผู้หญิง ได้รับความอิสระในการทำอะไรได้มากขึ้นกว่าสมัยก่อน

 Chopin เองนั้น เคยปฏิเสธการเขียน Waltz โดยมีหลักฐานอยู่ในจดหมายที่เขาเขียนถึงบ้านขณะที่เขาอยู่ที่เวียนนา นครหลวงแห่งเสียงดนตรี เขาเขียนWaltz แบบของเขาเองขึ้นในวอร์ซอว์ โดยที่ไม่ได้มีลักษณะเหมือนกับ Waltz ของเวียนนา มิได้มีลักษณะเหมือน Waltz ของ Strauss ผู้ที่ปลุกกระแสเพลง Waltz ให้แพร่หลายในขณะนั้น จะเห็นได้ชัดว่า ในขณะที่ดนตรี Waltz แพร่หลายในช่วงต้นนั้น เขาไม่ได้เขียน Waltz ขึ้นเลย ซึ่ง Waltz ชิ้นแรกนั้น ถูกเขียนขึ้น หลังจาก Strauss Jr. เกิดเสียอีก นั่นหมายความว่า ในระยะแรก เขาปฏิเสธที่จะเขียน Waltz จริงๆ Waltz ของ Chopin นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก จึงไม่เหมาะกับการใช้เป็นเพลงเต้นรำ ดังเช่น Waltz ที่ Strauss พ่อลูก เขียนขึ้น แต่เหมาะกับการบรรเลงเดี่ยวเสียมากกว่า


 Waltz ที่ถูกตีพิมพ์ ในระยะที่ Chopin ยังมีชีวิตอยู่

 - Waltz no.1 Op.18 in Eb-major (1831 – 1832)
 - Waltz no.2 Op.34 in Ab-major (1835)
 - Waltz no.3 Op.34 in A-minor (1834)
 - Waltz no.4 Op.34 in F-major (1838)
 - Waltz no.5 Op.42 in Ab-major (1840)
 - Waltz no.6 Op.64 in Db-major (1847)
 - Waltz no.7 Op.64 in C#-minor (1847)
 - Waltz no.8 Op.64 in Ab-major (1847)

 Waltz ที่ได้รับการตีพิมพ์หลังจาก Chopin เสียชีวิต แต่ได้รับการรับรองจาก Chopin

 ยังมี Waltz 8 บท ที่ได้รับการอนุมัติให้ตีพิมพ์ในช่วงที่เขายังมีชีวิต แต่สำนักพิมพ์ยังไม่ได้เริ่มพิมพ์ แต่กลับไปตีพิมพ์ในปี 1855 (หลังจากที่โชแปงเสียชีวิตได้ 6 ปี) โดยที่ได้รับแรงกระตุ้นจาก น้องสาวและแม่ของ Chopin

 - Waltz no.9 Op.69 in Ab-major (1835)
 - Waltz no.10 Op.69 in B-minor (1829)
 - Waltz no.11 Op.70 in Gb-major (1832)
 - Waltz no.12 Op.70 in F-minor (1842)
 - Waltz no.13 Op.70 in Db-major (1829)

 Waltz ที่ได้รับการตีพิมพ์หลังจาก Chopin เสียชีวิต และไม่ได้รับการอนุมัติจาก Chopin

 ต่อมา ญาติและเพื่อนๆของ Chopin ได้ร่วมกันตีพิมพ์ Waltz อีก 6 บท (บ้างก็ว่า 4)

 - Waltz no.14 Op.posth. in E-minor (1829)
 - Waltz no.15 Op.posth. in E-major (1830)
 - Waltz no.16 Op.posth. in Ab-major (1830)
 - Waltz no.17 Op.posth. Eb-major (1830)
 - Waltz no.18 Op.posth. in Eb-major (1840)
 - Waltz no.19 Op.posth. in A-minor (1847)

 แต่ว่า Waltz no.16 และ 17 นั้น กลับพบต้นฉบับอยู่ในสมุดโน้ตของน้องสาวของ Chopin ทำให้ มีข้อสงสัยว่า เป็นของ Chopin จริงหรือเปล่า? ส่วน Waltz no.18 และ 19 นั้น ก็แปลกแยกไปจาก Waltz บทอื่นๆก่อนหน้านี้ ทั้งในเรื่องของ form และการ develop ท่วงทำนอง และกลับมีลักษณะคล้ายกับ Mazurka มากกว่า Waltz จึงไม่ถูกยอมรับว่าเป็นงานของ Chopin จริงๆ

 และล่าสุด ในปี 1955 ลูกศิษย์ของนักเปียโนที่เป็นตำนาน Vladimir Horowitz ชื่อ Byron Janis ก็ได้ค้นพบ Waltz no.20 Op.posth in F#-minor และตีพิมพ์ โดยที่มสมมติฐานว่า ถูกเขียนขึ้นในช่วงราวปี 1838 แต่งานชิ้นนี้ กลับถูกยอมรับจากกว้างขวาง ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นงานของ Chopin จริงๆ

 นอกจากนี้ ยังมีต้นฉบับอีกราว 6 ชุด ที่สูญหายไปจากเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านของน้องสาวของ Chopin ในปี 1863 แต่ก่อนหน้านั้น น้องสาวของ Chopin ซึ่งชื่อ Ludwika ก็ได้ทำ catalogue เอาไว้ โดยคัดลอก 4 ห้องแรกของทั้ง 6 เพลงนี้ไว้ ซึ่งถือว่าเป็นโชคที่ดีมาก เพื่อที่จะศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง Chopin's Waltzes ให้ละเอียดมากขึ้นต่อไป...

The Lost Waltz ทั้ง 6 บทครับ (4 ห้องแรก)

Waltz in C Major (1826)

Waltz in A Flat Major (1827) 

Waltz in A Flat Major (1829-1830)


Waltz in D Minor (1827)


Waltz in E Flat Major (1829-1830)


Waltz in C Major (1831)

edit @ 15 May 2008 13:33:38 by ปากริมไข่เต่า